บทความ

สถานที่ดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง ต้องมีความพร้อมของอุปกรณ์ และความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ซึ่งผู้ดูแลต้องให้ความสำคัญและเอาใส่ใจในเรื่องของความสะอาดในด้านต่างๆ เพื่อลดปัญหาการสะสมของเชื้อโรค และยังช่วยให้เกิดความสะอาดแก่ผู้สูงอายุ

การดูแลผู้ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงนั้น ผู้ดูแลต้องมีความรู้และความเข้าใจในการดูแล เพราะนอกจากที่ผู้สูงอายุจะมีความชราภาพตามการเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยแล้ว ผู้สูงอายุบางรายทีมีอาการป่วยติดเตียงที่ต้องมีการดูแลในระยะยาวหรือที่เรียกว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพึง คือการที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ เช่น ผู้สูงอายุที่มีอาการป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาต ภาวะซึมเศร้า ซึ่งผู้ดูแลนั้นต้องมีการดูแลร่วมกับแพทย์ในการรักษาโรคควบคู่ไปด้วย โดย 5 วิธีการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง 

การดูแลผู้สูงอายุนั้น  หลายๆบ้านจะคุ้นชินกับการอยู่อาศัยที่มีผู้สูงอายุอยู่ในครัวเรือนด้วย บางครอบครัวก็เป็นครอบครัวใหญ่มีคนดูแลผู้สูงอายุสลับกันไป  หรือบางครอบครัวอาจจะไม่มีคนช่วยดูแล โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยร่วมด้วย อาจจะทำให้การดูแลนั้นไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะส่งผลให้คนดูแลเกิดความเครียด ถ้าพูดถึงการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุนั้นมีอยู่หลายโรค แต่โรคที่ผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลอย่างดีคือผู้สูงอายุที่เริ่มมีความจำเสื่อมหรือที่เรียกว่า โรคอัลไซเมอร์  

เนื่องจากสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวแล้ว การดูแลผู้สูงอายุให้ดีจึงมีความสำคัญและจำเป็นเป็นอย่างมาก ยิ่งเป็นผู้สูงอายุภายในครอบครัวการดูแลและเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็ยิ่งมีความสำคัญและจำเป็นเป็นอย่างมาก แต่เนื่องด้วยภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวันที่มีอยู่มากมายหลายด้าน อาจทำให้ใครหลายๆ คนไม่มีเวลาที่จะดูแลและเอาใจใส่ผู้สูงอายุในครอบครัวได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องอาศัยทางเลือกอย่าง ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่หลักในการเลือกสูนย์สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่ดีนั้นจำเป็นต้องอาศัยหลักการคัดเลือกตามวิธีการดังนี้

อย่างที่เราทราบกันดีว่าในปัจจุบัน  แนวโน้มอัตราของผู้สูงอายุมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการที่พึ่งพาเมื่อยามสูงวัยก็เพิ่มสูงตาม สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้อย่างตอบโจทย์และมีมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุดูแลผู้สูงอายุ ควรมีหลักเกณฑ์การเลือกให้ตรงตามความต้องการ ดังนี้

สังคมไทยยุคสมัยโบราณนั้นมักจะอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยอยู่รวมกันตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา จนถึงลูกหลาน มีการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันในครอบครัว ช่วยกันแบ่งเบาภาระในบ้านได้ ซึ่งผู้สูงอายุในสมัยโบราณนั้นมักจะมีสุขภาพดีร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยมาก จึงทำให้การดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ต้องมีหลักการอะไรมาก แต่ยุคปัจจุบันนี้ครอบครัวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง มีการแยกครอบครัวมากขึ้น เป็นครอบครัวเดี่ยว ทำให้หลายๆครอบครัวมีภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

เมื่อสังคมโลกเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ จำนวนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุมีเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ โดยมีการจัดสวัสดิการต่างๆเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน หรือการพัฒนาชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุแต่ละคนจะมากน้อย ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุนั้นต้องให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุด้วย

จากข้อมูลกรมการปกครองล่าสุดเมื่อปลายปี 2562 ที่ผ่านมาพบว่าจำนวนผู้สูงอายุในปัจจุบัน ในประเทศไทยมีจำนวนราว 22 ล้านคนจากทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดคือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีราว 1 ล้านคน มีอัตราเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อลองเปรียบเทียบกับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในยุคปัจจุบันนั้น ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้นในปัจจุบัน และ แน่นอนว่ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน การตัดสินใจในการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ดีและมีคุณภาพ ต้องเลือกศูนย์ที่มีการวางแผนการดูแลผู้สูงอายุที่ดี มีสถานที่ที่พร้อมต่อการดูแลแบบครบวงจร

เชื่อว่าสถาบันครอบครัวยังคงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อสังคมไทยมาช้านานแล้ว การดูแลสมาชิกครอบครัวในแต่ละช่วงวัยก็ล้วนต้องปรับให้มีความเหมาะสม ซึ่งวัยผู้สูงอายุนั้นก็นับเป็นวัยที่ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เพราะส่วนต่างๆ ของร่างกายเริ่มเข้าสู่ความถดถอย สมรรถนะการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ลดน้อยถอยลงไม่ว่าจะเป็นการเดินเหินที่ไม่ค่อยสะดวก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลงจนไม่สามารถยกของหนักๆ ได้ หืออาจจะเป็นความทรงจำที่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ ทำให้ วิธีการดูแลผู้สูงอายุ มีรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องระมัดระวังมากกว่าวัยอื่นๆ อยู่มาก ยิ่งเมื่อภาระหน้าที่การงานและกิจกรรมทางสังคมของผู้คนในปัจจุบันนี้มีมาก การดูแลผู้สูงอายุด้วยตนเองก็อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เกิดความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้สถาน บริการดูแลผู้สูงอายุ แทน

แม้ว่าหลายครอบครัวจะให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ แต่ด้วยภาระหน้าที่การงานที่รัดตัว และกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ไม่มีเวลาว่างมากนักก็อาจทำให้ดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นเรื่องยาก ยิ่งผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงทำให้เกิดความลำบากในการดูแลมากขึ้น เพราะการ ดูแลผู้ป่วยติดเตียง นั้นจำเป็นต้องอาศัยเวลา และผู้ที่มีความรู้ในการ ดูแลผู้สูงอายุติดเตียง อย่างถูกต้องเป็นสำคัญ เพราะมิฉะนั้นจะเกิดอาการข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างแผลกดทับ หรือความเสื่อมถอยของอวัยวะร่างกายส่วนต่างๆ ได้ การใช้ บริการดูแลผู้สูงอายุ จึงมีความจำเป็นต่อเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างมาก และเพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุโดยศูนย์บริการเหล่านี้มีประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลสำคัญๆ เอาด้วยตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

ด้วยภาระหน้าที่และกิจกรรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาจทำให้การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านด้วยตนเองกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือไม่สะดวก ยิ่งหากผู้สูงอายุมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคความดัน หรือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ กลายมาเป็นตัวเลือกที่มีความสำคัญและจำเป็นเป็นอย่างมาก เกิดเป็นผู้ให้บริการหลายแห่งมากมาย จึงต้องมีการคัดเลือกให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่สนใจของทุกประเทศ เพื่อเตรียมการรองรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มาจากวัยเกษียณ ตอนนี้จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ทุกครอบครัวต้องเตรียมพร้อมกับการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวของตนเอง ในยุคปัจจุบันสังคมเมืองมักจะเป็นสังคมที่มุ่งการทำงานเป็นหลัก เป็นครอบครัวเดี่ยว ไม่ค่อยมีเวลาดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องมองหาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สำหรับเป็นตัวแทนในการช่วยเหลือผู้สูงอายุในครอบครัวของตนเอง

การเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem)  คือการที่ผู้สูงอายุสามารถเห็นคุณค่าของตนเอง ไม่ว่าจะประสบกับเหตุการณ์หรือสิ่งที่ส่งผลต่อจิตใจไม่ว่าจะทั้งทางบวกและทางลบ  ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับและพึงพอใจในตนเอง ตลอดจนมีความเชื่อมั่นในตนเองและการเคารพตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสถานดูแลหรือบ้านพัก จึงต้องมีการเห็นคุณค่าในตนเองจึงจะเกิดความมั่นคงด้านจิตใจ และสามารถมองถึงคุณค่าในตนเอง

เนื่องจากในปัจจุบันนอกจากผู้สูงอายุทั่วไปที่มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะดูแลตัวเองได้เบื้องต้นแล้ว ยังมีผู้สูงอายุติดเตียง ซึ่งหมายถึงผู้สูงวัยที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถดูแลตนเองได้ และต้องการการดูแลจากผู้ที่มีความรู้เฉพาะทางในการดูแล เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียงนั้น ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลต้องมีความรู้เฉพาะทาง เพราะผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่รู้สึกตัวเองเลย หรืออาจจะขยับตัวได้ในบางครั้ง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงวัยบางรายเป็นผู้ป่วยติดเตียง อาจเกิดจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ผู้ดูแลนั้นจึงมีหน้าที่ดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วย และยังเป็นการช่วยป้องกันผู้ป่วยจากโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาอีกด้วย เนื่องจากการนอนติดเตียงเฉยๆ ทำให้เกิดแผลกดทับ การไหลเวียนของเลือดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ รวมถึงขาดสารอาหาร ดังนั้นปัจจัยในการเลือกสถานที่รับดูแลผู้สูงอายุติดเตียงควรพิจารณาจากหลายข้อดังนี้

วัยสูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายส่วนต่างๆ เริ่มมีการถดถอย ทั้งพละกำลังเรี่ยวแรงต่างๆ ทำให้ไม่สามารถยกของหนักๆ ได้ กล้ามเนื้อต่างๆ เริ่มเสื่อมสลายจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ หรือสมองที่เริ่มหมดความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะพึ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นานก็ตาม ยิ่งมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามารุมเร้าก็ยิ่งทำให้ วิธีการดูแลผู้สูงอายุ จำเป็นต้องใส่ใจและให้เวลามากเป็นพิเศษ เกิดความจำเป็นที่จะต้องอาศัยตัวเลือกอย่าง สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสนองต่อเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

ความเหมาะสมของสถานที่ดูแลของผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงมีความสำคัญหรือไม่ ?? คำตอบคือ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สถานที่ดูแลของผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงต้องมีความเหมาะสมในด้านการใช้งาน เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ดูแล บ้านพักผู้สูงอายุ โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งบ้าน ต้องมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง ซึ่งสถานที่ดูแลนั้นต้องมีความเหมาะสมในเรื่องของพื้นที่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก การจัดสถานที่ให้เหมาะสม เช่น ห้องน้ำ พื้นที่ของเตียง หรือพื้นที่ของผู้ดูแล ที่สะดวกและมีความเหมาะสมกับการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง

สุขภาพร่างกายของคนเรามักเกิดเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บางคนร่างกายแข็งแรง บางคนร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆอยู่เสมอ หรือแม้แต่การเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ ซึ่งการเจ็บป่วยเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อการเจ็บป่วยจากโรคทั้งหลายเข้าสู่การลุกลามมากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะต่างๆในร่างกายทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดอาการต่างๆเช่น รับประทานอาหารได้น้อยลง นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หรือการขับถ่ายผิดปกติ เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นอาจจะทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเกิดภาวะกล้ามเนื้อลีบที่แขนขาส่งผลให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงได้

การบริการดูแลผู้สูงอายุนั้นจำเป็นต้องมีการเอาใจใส่เป็นพิเศษและต้องมีเข้าใจในความละเอียดอ่อนมากซึ่งจะมีความแตกต่างจากการดูแลเด็กมากพอสมควรเลยเพราะเด็กนั้นมีความไร้เดียงสาต่อให้ดื้อหรือซนแค่ไหนเค้าก็มีโอกาสเชื่อฟังและให้ความเคารพเราในฐานะผู้ใหญ่ได้ แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุนั้นเราจะให้การดุหรือการใส่เสียงดังไม่ได้ และสิ่งที่สำคัญที่เราควรจะทำเมื่อดูแลผู้สูงอายุนั้นคือการเข้าใจพวกเค้าเหล่านั้น ไม่ใช่ให้เค้ามาเข้าใจเรา ดังนั้นการเอาใจใส่และรับฟังดูเป็นวิธีที่น่าจะเข้าท่าและดูสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว แล้วผู้สูงอายุนั้นมีโรคประจำตัวจนไม่สามารถช่วยหรือตัวเองได้ละไม่ว่าจะติดเตียงหรือไม่สามารถใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันได้โดยเราจะขอแนะนำการดูแลผู้สูงอายุติดเตียง และไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปกติได้ โดยทางเราจะขอยกตัวอย่างจากโรค อัลไซเมอร์ ที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเป็นกันซะส่วนใหญ่

หากจะกล่าวถึงที่พักพิงในยามชราภาพก็คงต้องนึกถึงบ้านที่มีครอบครัวมีลูกมีหลานที่ค่อยดูแลและดูแลซึงกันและกันในวัยชราเป็นวัยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านฝนมาเกินครึ่งชีวิต เป็นสังขารที่ใกล้จะดับลงทุกที ซึ่งวัยนี้ต้องการคนดูแลอย่างใกล้ชิดและการดูแลผู้สูงวัยนั้นควรเป็นหน้าที่ของบุตรหลานคนในครอบครัว

ถ้าให้กล่าวถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่คุณจะได้รับจากคนรอบข้างนั้นคือ คุณอาจเป็นคนอกตัญญูไม่ดูแลผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูเรามาแต่ถ้าเราออกอีกมุมนึ่ง ดังเหรียญที่มีสองด้าน นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้มอบให้ผู้มีพระคุณของเราก็ได้ เพราะในครั้งเราก็มีสิ่งอื่นต้องดูแลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบุตร ภรรยา-สามี หน้าที่การงาน ซึ่งเราอาจจะไม่ได้สามารถควบคุมทุกอย่างได้เสมอได้ ซึ่งอาจมีผลต้องประสิทธิภาพในการดูแลครอบครัวแล้วหน้าที่การงาน ทุกอย่างการจะล้มเหลวลงได้เพราะกลัวความคิดที่ว่า ถ้าพาท่านไปศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จะเป็นการทิ้งหรือไม่ดูแลท่าน กลัวตัวเองจะเป็นคนอกตัญญูในสายตาคนรอบข้างซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าหากมีการคุณกันอย่างเข้าใจ อาจจะเป็นทางออกที่ดีและมีคุณภาพได้

สถานที่รับดูแลผู้สูงอายุนั้นหลายคนคงจะคิดว่าเหมือนโรงพยาบาลหรือบ้านเด็กกำพร้าซึ่งทั้งสองอย่างก็มีความอบอุ่นดีนะแต่มันก็ไม่น่าสู้ที่บ้านเราบ้านที่มีครอบครัวบุตรหลานแล้วญาติมิตรสหาย แต่รู้ไหม? จริงๆแล้วศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้แย่หรือเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพาผู้ใหญ่ไปพักอาศัย แต่ในทางกลับกันสำหรับครอบครัวที่ไม่เวลามากพอที่จะดูแลผู้ใหญ่ของท่าน ก็ถือเป็นทางออกที่ดีเลยที่เดียว เพราะที่นั้นมีผู้เชียวชาญในการดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้วและที่สำคัญที่นั้นจะมีผู้ที่สามารถดูแลเกี่ยวกับอาการป่วยด้วย ซึ่งตรงถือว่าสำคัญมากเพราะถ้าหากท่านให้ผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านแล้วมีโรคประจำตัวของท่านอยู่ถ้าหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาอาจจะสายเกินการ แน่นอนเราคงไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว และในวันนี้ทางเราจะแนะนำวิธีเตรียมตัวในการพาผู้สูงอายุในบ้านของเราจะต้องมีอะไรบ้าง

สถานที่รับดูแลผู้สูงอายุมีบริการที่หลากหลายมีทีมแพทย์ที่คุณภาพและดูแลผู้อาวุโสของท่านดุจญาติที่เราเคารพและรักยิ่งและทางสถานที่รับดูแลผู้สูงอายุนั้นมีกิจกรรมที่ให้ผู้อาวุโสของท่านได้เข้าร่วม อาทิ เช่นการออกกำลังกาย การเต้นแอโรบิค โยคะ กิจกรรมนันทนาการ และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คุณภาพมากมาย อาหารที่ถูกหลักอนามัย ทีมแพทย์ที่ดูแลโรคประจำตัวอย่างใกล้ชิดไม่ว่าผู้สูงอายุของท่านจะเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ ทางศูนย์ดูแลผู้อายุนั้นจะดูแลทุกอย่างให้โดยที่ท่านไม่ต้องกังวลได้ โดยบริการเบื้องต้นมีรายละเอียดดังนี้

ปัจจุบันแนวโน้มอัตราของผู้สูงอายุของไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือเรียกได้ว่าประเทศของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) แต่ที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว จากการอ้างอิงอัตราที่เพิ่มขึ้นของผู้สูงวัย พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปว่า จากการสำรวจพบว่าในปี 2548 มีประชากรผู้สูงอายุ จำนวนไม่ต่ำกว่า 10% ของจำนวนประชาชนทั้งหมด และมีแนวโน้มว่าในปี 2564 อาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในอีก 14 ปีข้างหน้าจะพบว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Completed aged society)

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุอารมณ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้สูงอายุบางคนจะมีอารมณ์แปรปรวนเกิดจากความเหงา หว้าเหว่ หรือรู้สึกสูญเสีย เสียอำนาจในหน้าที่การงาน จากเดิมที่เคยมีหน้าที่การงาน มีตำแหน่งหรือสถานภาพทางสังคมที่ได้รับการยอมรับ อำนาจในการตัดสินใจ การตัดสินใจในที่ทำงาน การตัดสินใจภายในครอบครัว การตัดสินใจในทางเลือกดูแลสุภาพ เสียความสามารถในการทำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น เป็นหัวหน้าครอบครัว การทำอาหารให้ทุกคนในครอบครัวทาน หรืองานอดิเรก เช่น ทำสวน ทำความสะอาดบ้าน งานฝีมือที่ตนสนใจ เนื่องด้วยความเสื่อมถอยของสมดุลร่างกาย ที่มีการเสื่อมถอยลงตามช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว สมรรถภาพทางกาย ซึ่งผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงจะยิ่งมีความรู้สึกทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก ผู้ป่วยติดเตียงจะรู้สึกว่าตนไร้ค่า เป็นภาระของผู้ดูแล ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเดิม แต่ความจริงแล้วท่านยังคงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของครอบครัวเสมอ ผู้สูงอายุที่ต้องมาพักอาศัยในสถานดูแลจะมีความรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวและบุตรหลาน บางคนต้องแยกตัวออกจากครอบครัวมาพักรักษาตัว จึงเป็นโจทย์สำคัญของสถานที่ดูแลที่จะทำให้ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงคลายเหงาและไม่รู้สึกโดดเดี่ยวได้อย่างไร ในสถานเลี้ยงดูต่างๆ มักจะมีการทำกิจกรรมนันทนาการ สำหรับช่วยในการคลายความเหงา หรือการเสริมสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น หรือเรียกว่า “การสร้างสังคมผู้สูงอายุ”

Powered by MakeWebEasy.com